"เบต้าแคโรทีน" (Beta-Carotene) เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ (Vitamin A) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและยังช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยปกติแล้ว ร่างกายของมนุษย์นั้นสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แอนตี้ออกซิแดนท์ (Anti Oxidant)อีกด้วย

        ปริมาณขนาดการรับประทานของวิตามินเอเพื่อสุขภาพโดยทั่วไป คือ 5,000 หน่วยสากล ซึ่งเทียบเท่ากับ

เบต้าแคโรทีน 3 มิลลิกรัม ในขณะที่การรับประทานเพื่อหวังผลในการรักษาจะต้องได้รับในปริมาณที่มากกว่านี้

        เบต้าแคโรทีน มีในพืชสีเหลืองและส้ม ทั้งแครอท ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน มะละกอสุก และผักที่มีสีเขียวอย่างบร็อคโคลี มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคะน้า ตำลึง เป็นต้น (เหตุที่มีสีเขียวเพราะสีของเบต้าแคโรทีนถูกสีเขียวของคลอโรฟิลล์บดบัง)

        ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนที่ให้แก่ร่างกาย คือ

        1. ดูแลรักษาผิวพรรณของร่างกาย ชะลอความแก่ชราโดยการลดความเสื่อมของเซลล์จากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดกระบวนการ การแก่ชรา

        2. ลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง อนุมูลอิสระมีผลเกี่ยวข้องกับมะเร็งเนื้อร้าย การลดปริมาณอนุมูลอิสระเท่ากับลดความเสี่ยงของมะเร็ง ทั้งยังพบว่าเบต้าแคโรทีนให้ผลกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกายที่ชื่อ

ที-เฮลเปอร์ ให้ทำงานได้ดีขึ้น

        3. บำรุงสุขภาพของดวงตา เบต้าแคโรทีนเมื่อถูกย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่ายกายนำไปสร้างสารโรดอฟซิน Rhodopsin ในตวงตาส่วนเรตินา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกด้วย

        เบต้าแคโรทีนนับเป็นสารอาหารที่บทบาทสำคัญสำหรับสุขภาพของมนุษย์ อย่างไรก็ตามไม่พบว่ามีรายงานของการขาดเบต้าแคโรทีนเลย และยังไม่มีข้อมูลที่แสดงถึงอาการขาดเบต้าแคโรทีน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการแนะนำว่า เราควรรับประทานเบต้าแคโรทีนเข้าสู้ร่างกาย โดยการบริโภคผักสดและผลไม้สดอย่างสม่ำเสมอ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet